จากธุรกิจแป้งข้าวเจ้า พลิกโฉมสู่ธุรกิจเครื่องสำอาง ‘Lady Audrey’ สุดยอดแป้งคุมมันที่อ่อนโยนต่อทุกสภา


ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย หนึ่งในสูตรสำเร็จที่จะทำให้ธุรกิจก้าวต่อไป คือ “การต่อยอดธุรกิจ” เช่นเดียวกับเครื่องสำอางแบรนด์ ‘Lady Audrey’ แป้งควบคุมความมันที่ผลิตจาก ‘แป้งข้าวเจ้า’ ที่พัฒนามาจากแป้งเด็ก ‘ReisCare’ ซึ่ง ทั้ง 2 ผลิตภัณฑ์นี้ ถูกต่อยอดมาจากธุรกิจหลักอย่าง บริษัท โรงเส้นหมี่ชอเฮง จำกัด ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์จากข้าวเจ้าและข้าวเหนียวที่ใหญ่ที่สุดในโลก

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เราได้ยินชื่อแบรนด์ ‘Lady Audrey’ เพราะย้อนกลับไปเมื่อ 1-2 ปีก่อน บนเว็บไซต์บิวตี้ต่างๆ ต่างก็พูดถึง Lady Audrey แป้งฝุ่นคุมมันขั้นเทพ! ที่กลายเป็น Rare item ของสาวๆ ในตอนนั้น แต่ด้วยความเป็นมือใหม่ในตลาดความงามที่มีเพียงคุณภาพสินค้าเป็นตัวชูโรง ยังขาดองค์ประกอบทางด้านอื่นๆ ทำให้ Lady Audrey ถอยกลับมาทำการบ้าน เตรียมความพร้อมติดอาวุธให้ครบทุกด้าน

มาวันนี้ ‘Lady Audrey’ พร้อมบุกตลาดเครื่องสำอาง และช่วงชิง ความเป็นแป้งควบคุมความมันอันดับหนึ่งของไทย

วาทิน วงศ์สุรไกร ผู้บริหารบริษัท โรงเส้นหมี่ชอเฮง จำกัดและบริษัท เนอเชอร์แคร์ จำกัด

จากแป้งข้าวเจ้า สู่แป้งเด็ก ReisCare จนถึงแป้งเครื่องสำอางควบคุมความมัน Lady Audrey

วาทิน วงศ์สุรไกร ผู้บริหารบริษัท โรงเส้นหมี่ชอเฮง จำกัด และบริษัท เนอเชอร์แคร์ จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายแป้งเครื่องสำอางแบรนด์ ‘Lady Audrey’ (เลดี้ ออเดรย์) เล่าถึงที่มาของแป้งเครื่องสำอางแบรนด์ “เลดี้ ออเดรย์” ให้เราฟังว่า

“ธุรกิจดั้งเดิมและเป็นธุรกิจหลักของครอบครัวคือ “บริษัท โรงเส้นหมี่ชอเฮง จำกัด” ผู้ผลิตและส่งออกผลิตภัณฑ์แป้งข้าวรายใหญ่ของไทย โดยมี ดร.วราทัศน์ วงศ์สุรไกร คุณพ่อเป็นผู้บริหาร ด้วยความเป็นคนที่ไม่หยุดคิดของคุณพ่อ ก็คิดต่อยอดอยู่ตลอดเวลาว่า ‘แป้งข้าวเจ้า’ สามารถนำไปใช้ประโยชน์หรือผลิตอะไรได้อีก ที่ผ่านมาเราได้พัฒนาไปเป็นแป้งส่วนผสมของยาชนิดเม็ดต่างๆ จนกระทั่งเมื่อประมาณปี 2547-2548 คุณพ่อไปดูงานที่ต่างประเทศและเห็นว่าแป้งทาตัวหรือแป้งเด็กในต่างประเทศ ไม่ใช่แป้งทัลคัม (Talcum Powder) เหมือนอย่างบ้านเรา แต่ใช้แป้งข้าวโพดมาเป็นวัตถุดิบแทน เลยตั้งข้อสังเกตว่าถ้าสามารถนำแป้งข้าวโพดมาผลิตแป้งเด็กได้ แล้วทำไมแป้งข้าวเจ้าจะทำไม่ได้ จากนั้นจึงให้ทีมวิจัยเริ่มศึกษา กระทั่งปี 2549 ก็พัฒนาสำเร็จได้ผลิตภัณฑ์แป้งเด็ก ReisCare ออกมา ซึ่งได้รับผลตอบรับเป็นอย่างดี และเพื่อแยกไลน์การผลิตสินค้าประเภทอาหารและแป้งทาตัวออกให้ชัดเจน จึงได้ก่อตั้งบริษัท เนเชอร์แคร์ จำกัด ขึ้นมา เป็นที่มาของแป้งเด็กไรซ์แคร์ ที่ต่อยอดมาจนถึงทุกวันนี้

“สำหรับแป้งควบคุมความมัน เลดี้ ออเดรย์ ก็เกิดมาจากฟีดแบคของลูกค้าที่ใช้แป้งไรซ์แคร์ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ‘นำแป้งเด็กไรซ์แคร์มาทาหน้าแล้ว หน้าไม่มันตลอดวัน แต่ติดที่สีของแป้งที่ขาวเกินไปหน่อย ทำให้ใช้ยาก’ พอเราได้ยินกระแสตอบรับมากขึ้นๆ ก็เกิดคำถามกับตัวเองว่า ทำไมไม่ต่อยอดแป้งไรซ์แคร์ให้เป็นแป้งทาหน้าควบคุมความมันที่เหมาะกับ คนไทยล่ะ ในเมื่อเรามีทีมนักวิจัยและห้องแลปที่มีเครื่องมือพร้อม เราจึงได้พัฒนาแป้งข้าวไรซ์แคร์ ไปสู่ แป้งข้าว R-Micelle ที่เหมาะกับการนำมาเป็นส่วนผสมหลักทดแทน แป้งทัลคัม ของผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางทั้งหลาย ทั้งในกลุ่ม Color cosmetic และ Cream&Lotion จึงออกมาเป็นแป้งควบคุมความมันแบรนด์ เลดี้ ออเดรย์“

วาทินเล่าว่า ในช่วงเริ่มต้นของ “เลดี้ ออเดรย์” นั้นมีเพียงสิ่งเดียวที่พร้อม 100% คือ คุณภาพของสินค้าที่มีนวัตกรรม R-Micelle แต่ในด้านอื่นๆ อย่างแพคเกจจิ้ง หรือการทำแบรนด์ดิ้งนั้น ทุกอย่างเริ่มต้นด้วยการลองผิดลองถูก

“เลดี้ ออเดรย์” เวอร์ชั่นแรกวางขายเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา แนวคิดแรกเริ่มมีเพียงการผลิตที่ต้องทำจากแป้งข้าว 99% ไม่ใช้ส่วนผสมของแป้งทัลคัมและไม่มีน้ำหอม อีก 1% ที่เหลือเป็นส่วนผสมของสีที่ทำให้เข้ากับสีผิวของคนไทย ตอนนั้นเรายังไม่ได้คำนึงถึงด้านอื่นๆ ของผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง ทุกอย่างเริ่มจากการลองผิดลองถูก แต่ด้วยประสิทธิภาพของตัวสินค้า แป้งเลดี้ ออเดรย์ ถูกพูดถึงในโลกโซเชียล มีคนเอาไปรีวิวติชม นั่นเป็นสิ่งที่เราได้กลับมา คือเสียงตอบรับว่าตัวแป้งใช้คุมมันได้ดีมาก แต่แพคเกจจิ้งดูเด็กไปหน่อย ทำให้เราตัดสินใจ รีแบรนด์แป้งเลดี้ ออเดรย์ เมื่อปลายปี 2559 ที่ผ่านมา

Lady Audrey – Rice Loose Powder Long-Lasting Oil Control (แป้งฝุ่นจากข้าว) และ

Lady Audrey – Rice Flawless Foundation Powder Long-Lasting Oil Control (แป้งข้าวอัดแข็งผสมรองพื้น)

เลดี้ ออเดรย์ Ready All Day

หลังจากที่ตัดสินใจรีแบรนด์ วาทินและทีมเลดี้ ออเดรย์ ทำการบ้านเพิ่มขึ้น เรียนรู้จากประสบการณ์ที่ผ่านมา หาช่องโหว่และอุดรอยรั่วให้เต็ม พร้อมเดินหน้าบุกตลาดเครื่องสำอางไทย

“เราเรียนรู้ ฟีดแบคจากลูกค้าว่า การคิดทำเครื่องสำอางขึ้นมาสักแบรนด์ มีเพียงคุณภาพสินค้านั้นยังไม่พอ ที่ผ่านมาเราได้รู้ว่า โลโก้ แพคเกจจิ้ง ยังไม่ใช่ ยังไม่สะท้อนตัวตนของเลดี้ ออเดรย์ ที่เราวาดภาพเอาไว้ ผมกลับมาทำการบ้านมากขึ้น ศึกษาตลาด ศึกษาความต้องการของผู้บริโภค เช่น จากการสำรวจพบว่าคนไทยนิยมใช้แป้งเครื่องสำอางแบบอัดแข็งมากกว่าแป้งฝุ่น เราจึงเพิ่มไลน์สินค้าแป้งอัดแข็งเข้ามา หรือในเรื่องแพ็คเกจจิ้งที่ต้องเป็นมิตรกับผู้ใช้ สี สัมผัส และการดีไซน์ต้องดูน่าถือน่าใช้

“กลับมาครั้งนี้ทุกอย่างชัดเจนขึ้น ทั้ง Brand Identity, Brand Positioning หรือกระทั่งกลยุทธ์ต่างๆ ที่จะทำให้แบรนด์ เลดี้ ออเดรย์ ชนะใจผู้บริโภคได้ ซึ่งกลยุทธ์แรกที่เป็นจุดแข็งของเรา อยู่แล้วก็คือ “คุณภาพ” อย่างที่บอกในตอนแรกเรามีทีมวิจัยและมีห้องแลปที่พร้อมศึกษาและพัฒนาสินค้าเป็นของตัวเอง เรามีความเชี่ยวชาญและรู้จักคุณสมบัติของวัตถุดิบที่นำมาใช้เป็นอย่างดี

ถัดมาคือ “คุณสมบัติ” ของแป้งข้าวและเทคโนโลยี R-Micelle นอกจากจะมาทดแทนแป้งทัลคัมแล้ว ยังมีคุณสมบัติที่ดีกว่าในหลายๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นความเนียนละเอียดของเนื้อแป้ง การดูดซับความมัน การป้องกันความเปียกชื้น และความอ่อนโยนต่อผิวที่แพ้ง่าย ตรงนี้เองที่ตอบโจทย์เทรนด์ Beauty&Healthy ของผู้บริโภคในปัจจุบัน การปรับภาพลักษณ์แบรนด์ ทั้งโลโก้ สี ดีไซน์แพ็คเกจจิ้งทุกอย่างให้น่าใช้น่าโชว์มากขึ้น พูดง่ายๆ คือถือแล้วดูพรีเมี่ยม ตอบโจทย์ด้าน Emotional ของผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี

สำหรับกลยุทธ์การตลาด เลดี้ ออเดรย์มุ่งเน้นไปที่ Digital Marketing และ E-Commerce นอกจากจะสร้างการรับรู้ เพิ่มจำนวนผู้ใช้แล้ว เรายังเพิ่มช่องทางการขายผ่านตัวแทนจำหน่ายอีกด้วย ซึ่งช่องทางการขายปกตินั้นมีทั้งออนไลน์ และออฟไลน์อย่างร้านบิวตี้สโตร์ต่างๆ

R-Micelle คือเทคโนโลยีที่ทำให้ได้แป้งที่มีขนาดโมเลกุลเล็กกว่าทัลคัม เพิ่มพื้นที่ผิวสัมผัสที่มีรูพรุน ทำให้สัมผัสกับความมันได้เยอะกว่า ดูดซับความมันได้มากกว่า

มั่นใจในเทคโนโลยีแป้งข้าว R-Micelle

เมื่อ Marketeer ถามถึงเหตุผลที่แบรนด์เลดี้ ออเดรย์กลับมาลุยตลาดเครื่องสำอางอีกครั้ง ทั้งๆ ที่มีคู่แข่งน้อยใหญ่เต็มไปหมด วาทินกล่าวด้วยความมั่นใจว่า “ถึงแม้ตอนนี้ตลาดเครื่องสำอางจะมีการแข่งขันค่อนข้างสูง ผู้บริโภคมีตัวเลือกมากมาย ผมกลับมองว่าจุดนี้คือโอกาส ด้วยตัวเลือกที่เยอะนี่แหละที่ทำให้ผู้บริโภคใส่ใจในรายละเอียดของการซื้อสินค้ามากขึ้น เลดี้ ออเดรย์ มี แป้งข้าว R-Micelle ซึ่งเราเป็นผู้ผลิตและเป็นเจ้าของสิทธิบัตรแต่เพียงผู้เดียว รวมถึงประสิทธิภาพในการควบคุมความมันด้วยแล้ว ทำให้เรามั่นใจว่า หากผู้บริโภคได้ลองใช้เลดี้ ออเดรย์ซักครั้งหนึ่ง จะต้องติดใจและบอกต่ออย่างแน่นอน”

จากธุรกิจผลิตและส่งออกผลิตภัณฑ์จากแป้งข้าว วันนี้ทายาทรุ่นที่ 4 ได้ต่อยอดธุรกิจก้าวไปในทิศทางใหม่ แม้จะเป็นมือใหม่แต่ความตั้งใจเกินร้อย รวมถึงคุณภาพและคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์ที่เป็นกุญแจสำคัญ ทำให้มั่นใจว่า Lady Audrey สามารถตีตลาดเครื่องสำอางแป้งควบคุมความมันได้อย่างแน่นอน

หลังจากที่ได้ทดลองใช้ แอดมินขอเป็นอีกหนึ่งเสียงยืนยันประสิทธิภาพการควบคุมความมันตลอดทั้งวัน

Source: http://marketeer.co.th/archives/126257


Featured Posts